เมื่อต้นเดือนธันวาปีที่แล้ว (2009) อิจีได้ไปฮ่องกงกับเพื่อนคนหนึ่งเป็นเวลาสี่วันสามคืน นำทีมโดยคุณแม่ของเพื่อนอีกคนที่เป็นไกด์กิติมศักดิ์ให้ (ขอบคุณคุณแม่มากค่ะ ^/\^)

ด้วยความที่อิจีไม่เคยไปเที่ยวต่างประเทศเลยสักครั้งในชีวิต (มีแต่ไปทำงาน = ='') นี่จึงถือว่าเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ค่ะ

เราเดินทางด้วยสายการบินเอมิเรตต์ ช่างเป็นความโชคดีอย่างเหลือเชื่อที่ได้อัพตั๋วเลื่อนเป็นชั้นบิซิเนส คลาส โดยที่จ่ายราคาอีโคโนมิค เพราะว่าช่วงนั้นนักท่องเที่ยวเยอะมาก ที่นั่งชั้นอิโคเต็ม ทำให้เราได้ไปชั้นแพงในราคาประหยัด ที่สำคัญ สจ๊วตหล่อม้ากกกกกกกกค่ะ 

อาหารการกินบนเครื่องรสชาติอร่อยเลยทีเดียว ทั้งอาหารชุด ขนมปัง ช็อกโกแลต และการบริการก็ดีสุดยอด แต่เชื่อไหมว่าขากลับต่างกันยิ่งกว่าหน้ามือและอุ้งเท้าเลยทีเดียว ชั้นอิโคอาหารไม่อร่อยแถมเหม็นคาวอีกตะหาก T_T

เราถึงฮ่องกงกันเวลาประมาณ 4 โมงเย็นแต่กว่าจะคอยกระเป๋าและอื่นๆ ทำให้กว่าจะได้ออกจริงๆ ก็เกือบหกโมงเย็น ด้วยอากาศที่หนาววววระดับแม็กซ์ทำให้มืดเร็วกว่าปกติอีกตะหาก ดังนั้นจากสนามบิน HK ไปถึงที่พักบนถนนจอร์แดนก็ทุ่มกว่าแล้วจ้า

 

ห้องพักที่นี่ต้องเรียกว่าเกสเฮ้าต์ ขนาดเล็กมากแต่อยู่สบาย ห้องที่อิจีพักมีสามเตียงโดยที่เป็นเตียงสองชั้นซะหนึ่ง ด้วยความที่ตัวเล็ก (เหรอ?) อิจีจึงได้นอนด้านบน และเป็นสาเหตุให้ทะเลาะกะเพดานแทบทุกคืน T_T

เช้าวันแรก หลังจากซักแห้งตัวเองเรียบร้อย จุดหมายแรกที่เราจะเดินทางไปคือวัดพระใหญ่โปลินซึ่งต้องนั่งเรือเฟอร์รี่ไป

หลังลงจากเรือเฟอร์รี่ก็ต่อรถอีกทอด รถเมล์ที่นี่ประทับใจอิจีมากคือห้ามนำของกินขึ้นรถ (เขาเคร่งครัดจริงๆ ขากลับจากวัดมีฝรั่งถือแก้วสตาร์บัคจะขึ้นเขายังไม่ให้ขึ้นเลย) และถึงจะเป็นรถสองชั้นแต่ก็วิ่งเร็วสุดๆ จุดสังเกตอีกอย่างคือที่นี่ตีเส้นช่องเดินรถแคบกว่าบ้านเรามาก แถมป้ายบอกทางถนนยังเป็นรูปตัวเอ็น (ถนนหักศอกค่ะพี่น้อง) แต่คนขับที่นี่มือเซียนจริงๆ ขนาดแล่นขึ้นเขายังไม่มีหลุดออกจากเส้นเดินรถเลยสักนิด ดังนั้น ใครที่เมารถไม่ง่ายแนะนำให้นั่งด้านหน้าชั้นบน คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงจริงๆ ^_^

 

 อ้อ อีกเรื่องของการเดินรถที่ประทับใจ ที่นี่เขามีมารยาทในการขับรถกันมากค่ะ ขนาดรถเสียเขายังจอดหลบข้างทางเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร อีกเรื่องคือรถเมล์ที่นี่จอดตามป้ายนะคะ อย่าได้คิดขึ้นลงนอกป้ายเป็นอันขาด แถมรถเมล์ที่นี่เข้าซองได้เป๊ะมาก ก้นรถไม่มีกระโดดออกนอกเส้นค่ะ

วัดพระใหญ่แห่งนี้สมชื่อพระใหญ่จริงๆ และเป็นโชคดีของพวกเราอีกแล้วที่ถึงแม้จะไปช่วงอากาศหนาวแต่ท้องฟ้าแจ่มใสมาก ถ่ายภาพพระออกมาได้ชัดสุดๆ วิวทิวทัศน์บนเขาก็สุโก่ยค่ะ โดยเฉพาะช่องเขาที่มีระยะห่างงดงามเหมือนใครไปทำเอาไว้ แม่บอกว่าถ้ายืนหันหน้าไปยังช่องเขาของที่นี่แล้วทำจิตใจให้สงบ อธิษฐานให้พระช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกจากตัวเราได้ก็จะดีมากค่ะ อิจีก็ลองทำดู ปรากฏว่ามีลมเย็นๆ พัดผ่านด้วย ทำให้รู้สึกใจสงบดีค่ะ

รอบวัดสวยงามด้วยประติมากรรมเทพเจ้า มีหกองค์จ๊ะ

ใต้ฐานพระก็มีพระโบราณอายุกว่าพันปีด้วย (ที่จริงห้ามถ่ายรูปตรงส่วนนี้แต่แอบถ่ายมาค่ะ) ^^''

หลังจากอยู่ด้านบนจนพอใจแล้วก็ได้เวลากิน เอ๊ย ลงไปยังตัววัดโปลินบ้าง ซึ่งที่นั่นก็มีอะไรสวยงามมากมายค่ะ

แต่ที่เด็ดสุดคือชั้นล่าง อึ้งกับรูปพระโพธิสัตว์พันมือ งดงามมากมาย

แต่พระโพธิสัตว์รูปนี้ อิจีชอบที่สุดค่ะ

หลังจากนมัสการพระเรียบร้อยจนพอใจก็ได้เวลาทานข้าวแระ อ้อ ตอนขึ้นพระใหญ่เค้าจะให้ซื้อตั๋วด้วยค่ะ มีสามราคา ถ้าชมพระอย่างเดียวก็ยี่สิบเหรียญ ถ้าทานอาหารเจแบบธรรมดาก็หกสิบ แต่ถ้าต้องการแบบหรูหราบริการเริ่ดเลยก็หนึ่งร้อย (เหรียญฮ่องกง) ซึ่งอิจีจ่ายไปร้อยค่ะ ได้ทานอาหารหรู ซึ่งขอบอกว่าอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกก อร่อยแบบคุ้มค่าจริงๆ ไม่เสียดายเงินเลย (และเพราะอาหารนี่แหละทำให้ตั้งใจว่าสักวันจะไปกินอีกโดยพาแม่ไปด้วย >w<) 

ออกจากวัดโปลินก็ข้ามมาที่เกาะฮ่องกงเพื่อไปต่อกันที่รีพัลย์ เบย์เลย ที่นี่มีวัดเจ้าแม่กวนอิมริมทะเล สวยงามมาก และที่นี่ทำให้อิจีประทับใจการวิ่งรถสุดๆ จริงๆ รถเมล์ขึ้นเขามันส์สุดยิดเลยพี่น้อง   

 

สวยงามมาก สักวันจะมาอีกให้จงได้เลย

วันที่สองเป็นเวลาช็อปค่ะ จิมซาจุ่ยและฝั่งฮ่องกงก็หมดไปอีกวัน ตอนแรกอิจีอยากซื้อจิออดาโน่ แต่พอไปจับแล้วไม่โดนใจเลยสักตัว สุดท้ายได้ของบอสสินี่มาแทน สามตัว 99 เหรียญเอง >w< ผ้าเนื้อดีมากกกก

วันที่สาม ข้ามไปเซิ่นเจิ้น ที่นี่เราช้อปของถูกค่ะ อิจีได้แค่รองแชมป์ฝากแม่ใบเดียว (แต่ก่อนหน้านี้ก็ซื้อกระเป๋าตังตังให้แม่แล้วนะเออ)

วันสุดท้ายเดินเล่นย่านจิมซาจุ่ยอีกครั้ง ช้อปของถูกกันต่อ ได้กินโจ๊กฮ่องกง (ที่เราว่าโจ๊กชั้นใต้ดินของเดอะมอลล์ท่าพระอร่อยกว่าเยอะ) และก๋วยเตี๋ยวราคาถูกและอร่อยที่บังเอิญเจอ (ไม่ไกลจากที่พักด้วย) อีกอย่างคือเป็ดย่างที่นี่อร่อยมากเลย 

ปล. จริงๆ ถ่ายไว้เยอะกว่านี้ แต่เอามาจากอีกเว็บและมีหน้าเพื่อนติดมาด้วย ลงไว้เท่านี้ก่อนนะเคอะ

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet